คลาวด์และความปลอดภัยข้อมูลเบื้องต้น
UAT 105 เทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่าย
บทเรียน
เมื่อเรียนจบโมดูลนี้ ผู้เรียนจะสามารถ
- อธิบายนิยามคลาวด์ตาม NIST รวมทั้งรูปแบบบริการและรูปแบบการติดตั้ง
- ตัดสินใจว่างานใดควรประมวลผลบนโดรน ที่ edge หรือบนคลาวด์ ด้วยการคำนวณเวลาและแบนด์วิดท์
- อธิบายหลัก CIA และแยกหน้าที่ของการเข้ารหัส แฮช HMAC และการลงนามข้อความ
- ใช้กรอบ NIST CSF 2.0 และวงจรชีวิตข้อมูลวางมาตรการป้องกันข้อมูลภารกิจโดรน
ทำไมต้องรู้
ภารกิจสำรวจหนึ่งเที่ยวอาจได้ภาพหลายสิบกิกะไบต์ ต้องตัดสินใจว่าจะประมวลผลที่ไหน และส่งอะไรไปให้ใคร ขณะเดียวกันข้อมูลเดียวกันอาจมีภาพบุคคล พิกัดสถานที่สำคัญ หรือคำสั่งควบคุมอากาศยาน ถ้ารั่ว ถูกแก้ หรือใช้ไม่ได้ในเวลาที่ต้องการ ผลเสียอาจร้ายแรงกว่าภารกิจล้มเหลว โมดูลนี้ปูพื้นทั้งด้านสถาปัตยกรรมและความปลอดภัย ส่วนด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเรียนแล้วใน UAT 313 โมดูล 5
คลาวด์คืออะไร
NIST SP 800-145 นิยาม คลาวด์คอมพิวติ้ง ว่าเป็นรูปแบบที่ผู้ใช้เข้าถึงทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่ใช้ร่วมกันผ่านเครือข่ายได้ตามต้องการ โดยมี คุณลักษณะสำคัญห้าข้อ
- บริการตนเองตามต้องการ (on-demand self-service) ขอเครื่องหรือพื้นที่เพิ่มได้เองโดยไม่ต้องติดต่อผู้ให้บริการ
- เข้าถึงผ่านเครือข่ายได้กว้างขวาง (broad network access)
- รวมทรัพยากร (resource pooling) ผู้ใช้หลายรายใช้ทรัพยากรชุดเดียวกัน
- ยืดหยุ่นรวดเร็ว (rapid elasticity) ขยายหรือลดได้ตามภาระงาน
- วัดการใช้งานได้ (measured service) จ่ายตามที่ใช้จริง
| รูปแบบบริการ | ผู้ใช้ดูแลเอง | ตัวอย่างงานโดรน |
|---|---|---|
| IaaS (โครงสร้างพื้นฐาน) | ระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล | เช่าเครื่องเสมือนมี GPU มาประมวลผลภาพถ่ายทางอากาศ |
| PaaS (แพลตฟอร์ม) | โค้ดและข้อมูล | นำโปรแกรมรับ telemetry ไปรันบนแพลตฟอร์มที่ดูแลเซิร์ฟเวอร์ให้ |
| SaaS (ซอฟต์แวร์) | ข้อมูลและการตั้งค่า | ใช้บริการทำแผนที่ออนไลน์ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ |
รูปแบบการติดตั้งมีสี่แบบ ได้แก่ คลาวด์ส่วนตัว (private) คลาวด์ชุมชน (community) คลาวด์สาธารณะ (public) และ คลาวด์ผสม (hybrid) หน่วยงานที่มีข้อมูลอ่อนไหวมักเก็บต้นฉบับในคลาวด์ส่วนตัว แล้วส่งเฉพาะผลที่เปิดเผยได้ขึ้นคลาวด์สาธารณะ
Edge หรือคลาวด์
edge computing คือการประมวลผลใกล้แหล่งข้อมูล เช่น บนคอมพิวเตอร์ภารกิจของโดรนหรือโน้ตบุ๊กในสนาม NIST SP 500-325 อธิบายแนวคิดใกล้เคียงกันว่า fog computing ซึ่งขยายบริการของคลาวด์ลงมาใกล้อุปกรณ์ เกณฑ์ตัดสินใจหลักมีสามข้อ
- เวลาตอบสนอง งานที่ต้องตอบภายในเสี้ยววินาที เช่น หลบสิ่งกีดขวาง ต้องทำบนโดรน
- แบนด์วิดท์ ข้อมูลดิบขนาดใหญ่ส่งผ่านลิงก์ช้าไม่ทัน
- ความลับของข้อมูล ประมวลผลในสนามแล้วส่งเฉพาะผลลดโอกาสรั่วไหล
ตัวอย่างที่ 1 ส่งภาพดิบหรือส่งผลวิเคราะห์
ภารกิจสำรวจน้ำท่วมได้ภาพ 20 GB ลิงก์ 4G ในพื้นที่ส่งขึ้นได้ 20 Mbit/s ถ้าประมวลผลที่ edge แล้วส่งเฉพาะแผนที่พื้นที่น้ำท่วมขนาด 2 MB จะต่างกันเท่าใด
size_gb, link_mbps = 20, 20
seconds = size_gb * 1e9 * 8 / (link_mbps * 1e6)
print(f"raw images: {seconds:.0f} s = {seconds / 3600:.2f} h")
summary_mb = 2
print(f"summary map: {summary_mb * 1e6 * 8 / (link_mbps * 1e6):.1f} s")
raw images: 8000 s = 2.22 h
summary map: 0.8 s
ส่งภาพดิบใช้กว่าสองชั่วโมง ซึ่งช้าเกินไปสำหรับศูนย์บัญชาการที่ต้องตัดสินใจทันที ส่วนผลวิเคราะห์ถึงภายในไม่ถึงวินาที ภาพต้นฉบับยังเก็บไว้ในสนามแล้วนำกลับมาอัปโหลดภายหลังได้ ตัวเลขนี้ยังไม่นับส่วนหัวของโปรโตคอลและช่วงที่สัญญาณไม่ดี เวลาจริงจึงนานกว่านี้
หลัก CIA และภัยคุกคาม
FIPS 199 กำหนดเป้าหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศไว้สามข้อ มักเรียกย่อว่า CIA
- การรักษาความลับ (Confidentiality) เฉพาะผู้มีสิทธิ์เท่านั้นที่เข้าถึงข้อมูลได้ ภัยที่พบบ่อยคือ การดักฟัง (eavesdropping) เช่น ดักข้อความ MQTT ที่ไม่เข้ารหัส
- ความถูกต้องครบถ้วน (Integrity) ข้อมูลไม่ถูกแก้โดยไม่ได้รับอนุญาต ภัยคือ การปลอมตัว (spoofing) และ การแก้ไขข้อมูล (tampering) เช่น ส่งคำสั่งลงจอดปลอม
- ความพร้อมใช้งาน (Availability) ใช้ข้อมูลและระบบได้เมื่อต้องการ ภัยคือ การทำให้ใช้งานไม่ได้ (denial of service) เช่น ส่งข้อความท่วมโบรกเกอร์หรือรบกวนคลื่นวิทยุ
คนกลาง (man-in-the-middle) คือผู้โจมตีที่แทรกตัวระหว่างสองฝ่าย ดักฟังและแก้ข้อความได้พร้อมกัน จึงกระทบทั้งความลับและความถูกต้อง
เครื่องมือสี่ชนิด ทำหน้าที่ต่างกัน
| เครื่องมือ | ทำอะไร | ต้องมีกุญแจลับ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
| การเข้ารหัส (encryption) | ทำให้คนนอกอ่านไม่ออก ปกป้องความลับ | ใช่ | TLS 1.3 ของ MQTT พอร์ต 8883 |
| แฮช (hash) | สร้างลายนิ้วมือของข้อมูล เปลี่ยนแม้บิตเดียวลายนิ้วมือจะต่างไปทั้งหมด | ไม่ | SHA-256 ตรวจไฟล์ภาพว่าคัดลอกครบ |
| HMAC | ยืนยันว่าข้อความมาจากผู้ถือกุญแจและไม่ถูกแก้ | ใช่ | ตรวจคำสั่งที่ส่งผ่าน MQTT |
| การลงนามข้อความ (signing) | ยืนยันแหล่งที่มา กันส่งข้อความเก่าซ้ำ | ใช่ | MAVLink signing |
แฮชอย่างเดียวกันการปลอมไม่ได้ เพราะผู้โจมตีแก้ข้อความแล้วคำนวณแฮชใหม่ได้เช่นเดียวกับ CRC ในโมดูล 1 ต้องใช้กุญแจลับที่มีเฉพาะผู้ส่งและผู้รับ ซึ่งเป็นหลักของ HMAC
import hashlib
data = b"survey-2026-03-14 block A"
print(hashlib.sha256(data).hexdigest())
print(hashlib.sha256(data + b".").hexdigest())
b21608ab42dbadc11aaa88cfa95b9091bdf336846eb77a47594b2dc542947fd7
961f9721b96b2c3a4515d019d3722e054e4cf7648c89fd804772e69eacb530a0
เพิ่มเพียงจุดเดียว แฮชเปลี่ยนไปทั้งหมด ในงานจริงให้สร้างรายการแฮชของทุกไฟล์ภาพก่อนส่ง แล้วตรวจซ้ำเมื่อถึงปลายทาง ถ้าไม่ตรงแปลว่าไฟล์เสียหรือถูกแก้
ตัวอย่างที่ 2 จับคำสั่งปลอมด้วย HMAC
สถานีภาคพื้นกับโดรนใช้กุญแจลับ 32 ไบต์ร่วมกัน ผู้โจมตีแก้คำสั่งจาก RTL เป็น LAND แต่ไม่มีกุญแจ
import hmac
import secrets
key = secrets.token_bytes(32)
command = b'{"cmd":"RTL","drone":3}'
tag = hmac.new(key, command, hashlib.sha256).digest()
forged = b'{"cmd":"LAND","drone":3}'
print(len(tag), "byte tag")
print("genuine command accepted:", hmac.compare_digest(tag, hmac.new(key, command, hashlib.sha256).digest()))
print("forged command accepted:", hmac.compare_digest(tag, hmac.new(key, forged, hashlib.sha256).digest()))
32 byte tag
genuine command accepted: True
forged command accepted: False
secrets.token_bytes สร้างกุญแจแบบสุ่มที่ปลอดภัยพอสำหรับงานเข้ารหัส และ hmac.compare_digest เทียบค่าในเวลาคงที่ ผู้โจมตีจึงเดาไม่ได้จากเวลาที่ใช้เทียบ กุญแจจริงต้องเก็บนอกโค้ดตามที่เรียนใน UAT 104 โมดูล 5
MAVLink signing ไม่ได้เข้ารหัส
MAVLink signing ใช้กุญแจลับ 32 ไบต์ที่เก็บไว้ทั้งสองฝั่ง ลายเซ็นยาว 48 บิต คือ 48 บิตแรกของแฮช SHA-256 ที่คำนวณจากกุญแจต่อด้วยเฟรม และมี timestamp ที่ต้องเพิ่มขึ้นเสมอเพื่อกันการนำข้อความเก่ามาส่งซ้ำ (replay) แต่เนื้อหาของข้อความยังอ่านได้ ถ้าต้องการความลับต้องเข้ารหัสที่ชั้นอื่นเพิ่ม เช่น ลิงก์วิทยุที่เข้ารหัสหรือ VPN
NIST CSF 2.0 และวงจรชีวิตข้อมูล
NIST Cybersecurity Framework 2.0 (กุมภาพันธ์ 2024) จัดงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นหกหน้าที่ โดยมี Govern เป็นแกนกลางที่กำหนดนโยบาย บทบาท และความรับผิดชอบ
| หน้าที่ | ตัวอย่างในหน่วยปฏิบัติการโดรน |
|---|---|
| Govern | กำหนดผู้รับผิดชอบข้อมูลภารกิจและนโยบายการเก็บรักษา |
| Identify | ทำบัญชีโดรน สถานีภาคพื้น กุญแจ และชุดข้อมูลทั้งหมด |
| Protect | TLS บัญชีแยกต่ออุปกรณ์ MAVLink signing อัปเดตเฟิร์มแวร์ |
| Detect | เฝ้าดู log ของโบรกเกอร์ แจ้งเตือนเมื่อมีการเชื่อมต่อแปลกปลอม |
| Respond | ขั้นตอนเมื่อสงสัยกุญแจรั่ว เช่น เพิกถอนบัญชีและเปลี่ยนกุญแจ |
| Recover | กู้ข้อมูลจากสำเนาสำรองที่ตรวจแฮชแล้ว และทบทวนบทเรียน |
สำหรับผู้ผลิตอุปกรณ์ IoT, NIST IR 8259 Rev. 1 (เมษายน 2026 แทนฉบับปี 2020) อธิบายกิจกรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ควรทำทั้งก่อนและหลังขายผลิตภัณฑ์ เป็นเอกสารที่ควรใช้ตรวจเมื่อจัดซื้อโดรนหรือเซนเซอร์
ข้อมูลภารกิจทุกชุดควรมีวงจรชีวิตที่ชัดเจนตามหน่วยความรู้ “วางวงจรข้อมูลก่อนเก็บภาพโดรน” ของคลังความรู้โดรน
ปฏิบัติการประจำโมดูล
ปฏิบัติการ: ส่งข้อมูลภารกิจอย่างปลอดภัย
- เขียนโปรแกรมสร้างไฟล์
manifest.csvที่มีชื่อไฟล์ ขนาด และแฮช SHA-256 ของทุกไฟล์ในโฟลเดอร์ภาพ แล้วเขียนโปรแกรมตรวจซ้ำหลังคัดลอก ทดลองแก้ไฟล์หนึ่งไฟล์ให้โปรแกรมจับได้ - ต่อจากปฏิบัติการโมดูล 4 เพิ่ม HMAC และหมายเลขลำดับให้ข้อความคำสั่ง ผู้รับปฏิเสธข้อความที่ HMAC ไม่ตรงหรือหมายเลขซ้ำ แล้วอธิบายว่าหมายเลขลำดับกันภัยแบบใด
- เปิด MAVLink signing ใน SITL ตามเอกสารของ ArduPilot หรือ PX4 แล้วใช้ Wireshark จากโมดูล 3 ดูว่าเฟรมยาวขึ้นกี่ไบต์ และเนื้อหายังอ่านได้หรือไม่
- จัดทำตาราง CSF 2.0 หกหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติการสมมติ และผังวงจรข้อมูลของภารกิจสำรวจหนึ่งภารกิจ พร้อมระบุเจ้าของข้อมูลแต่ละขั้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ระวัง
- ส่งข้อมูลดิบขึ้นคลาวด์ทั้งหมดโดยไม่คำนวณ ลิงก์ภาคสนามช้ากว่าที่คิดมาก
- คิดว่าแฮชกันการปลอมได้ แฮชไม่มีกุญแจ ผู้โจมตีคำนวณใหม่ได้ ต้องใช้ HMAC หรือลายเซ็นดิจิทัล
- คิดว่า MAVLink signing ทำให้ข้อมูลเป็นความลับ signing ยืนยันแหล่งที่มา แต่ไม่ได้เข้ารหัส
- ใช้กุญแจเดียวกับทุกอุปกรณ์และไม่เคยเปลี่ยน ถ้ารั่วครั้งเดียวทั้งระบบเสียหาย
- ไม่มีสำเนาสำรองที่ตรวจแล้ว ความพร้อมใช้งานพังเมื่อการ์ดหรือเครื่องเสีย
สรุป
- คลาวด์ตาม NIST มีคุณลักษณะห้าข้อ รูปแบบบริการ IaaS PaaS SaaS และรูปแบบการติดตั้งสี่แบบ
- edge เหมาะกับงานที่ต้องตอบเร็ว ข้อมูลใหญ่ หรือข้อมูลลับ คำนวณเวลาส่งด้วย ก่อนตัดสินใจ
- หลัก CIA คือความลับ ความถูกต้องครบถ้วน และความพร้อมใช้งาน การเข้ารหัสปกป้องความลับ ส่วน HMAC และลายเซ็นปกป้องความถูกต้องและยืนยันแหล่งที่มา
- NIST CSF 2.0 มีหกหน้าที่โดยมี Govern เป็นแกน และข้อมูลทุกชุดต้องมีวงจรชีวิตและเจ้าของที่ชัดเจน
แบบฝึกตรวจความเข้าใจ
- ใช้บริการทำแผนที่ออนไลน์ผ่านเว็บเบราว์เซอร์โดยไม่ต้องติดตั้งอะไร เป็นรูปแบบบริการใด
- ส่งไฟล์ 5 GB ผ่านลิงก์ 50 Mbit/s ใช้เวลากี่วินาที (ไม่นับส่วนหัว)
- ผู้โจมตีส่งข้อความ MAVLink เก่าที่บันทึกไว้ซ้ำอีกครั้ง ส่วนใดของ MAVLink signing ป้องกันได้
- การดักฟัง MQTT ที่ไม่เข้ารหัสกระทบเป้าหมายใดของ CIA มากที่สุด
- หน้าที่ใดของ NIST CSF 2.0 ครอบคลุมการกำหนดนโยบายและผู้รับผิดชอบ
เฉลย
- SaaS
- วินาที
- timestamp ที่ต้องเพิ่มขึ้นเสมอ ข้อความที่ timestamp เก่ากว่าที่เคยรับจะถูกปฏิเสธ
- การรักษาความลับ (Confidentiality)
- Govern
สรุปสูตรสำคัญ
| เวลาส่งข้อมูลขนาด S ไบต์ที่อัตรา R bit/s | |
| รหัสยืนยันข้อความ |
แหล่งอ้างอิงหลัก
- Mell, P., & Grance, T. (2011). The NIST definition of cloud computing (NIST SP 800-145). National Institute of Standards and Technology. link
- Iorga, M., Feldman, L., Barton, R., Martin, M. J., Goren, N., & Mahmoudi, C. (2018). Fog computing conceptual model (NIST SP 500-325). National Institute of Standards and Technology. link
- National Institute of Standards and Technology. (2024). The NIST cybersecurity framework (CSF) 2.0. link
- National Institute of Standards and Technology. (2004). Standards for security categorization of federal information and information systems (FIPS 199). link
- National Institute of Standards and Technology. (2015). Secure hash standard (SHS) (FIPS 180-4). link
- National Institute of Standards and Technology. (2008). The keyed-hash message authentication code (HMAC) (FIPS 198-1). link
- Rescorla, E. (2018). The Transport Layer Security (TLS) protocol version 1.3 (RFC 8446). RFC Editor. link
- MAVLink Development Team. Message signing (authentication). MAVLink developer guide. link
- Fagan, M., Megas, K., Cuthill, B., Marron, J., & Hoehn, B. (2026). Foundational cybersecurity activities for IoT product manufacturers (NIST IR 8259 Rev. 1). National Institute of Standards and Technology. link
- Python Software Foundation. ipaddress, socket, hashlib and hmac modules. The Python standard library (3.14). link
อ่านเพิ่มเติม
ศึกษาหน่วยความรู้ที่กำหนดล่วงหน้า ดูสื่อประกอบ และทำ quiz ประจำโมดูล
คลาวด์และบริการข้อมูล IoT
วางวงจรข้อมูลก่อนเก็บภาพโดรน
benchmark และแผนใช้งาน Edge
สื่อสารและส่งข้อมูลเมื่อเครือข่ายขัดข้อง
ในชั้นเรียน / ภาคสนาม
ปฏิบัติการในห้องแล็บหรือภาคสนามตามใบงาน พร้อม checklist ความปลอดภัย
หลักฐานการเรียนรู้: ใบงานที่ผ่านการตรวจและผล quiz