โมดูล 3/5 · สัปดาห์ 7–9 · 27 ชม.

ดัชนีพืชและ GIS

UAT 365 เทคโนโลยีระบบอากาศยานไร้คนขับเพื่อเกษตรอัจฉริยะและการสำรวจระยะไกล

เวลาเรียนประมาณ 90 นาทีร่าง รอตรวจปรับปรุงล่าสุด 27 กันยายน 2569

บทเรียน

เมื่อเรียนจบโมดูลนี้ ผู้เรียนจะสามารถ

  1. คำนวณและแปลความ NDVI, NDRE และ GNDVI จากค่าสะท้อน
  2. แบ่งโซนแปลงจากดัชนีพืชด้วยเกณฑ์ที่กำหนดล่วงหน้า และคำนวณพื้นที่เป็นไร่
  3. ใช้ QGIS คำนวณดัชนีจาก raster และจัดหน้าแผนที่โซนที่ผู้รับอ่านได้เอง
  4. อธิบายขีดจำกัดของดัชนีพืชและความจำเป็นของการตรวจภาคพื้น

ความรู้พื้นฐานที่ควรมี: UAT 365 โมดูล 1–2 · UAT 361 โมดูล 3 (ผลลัพธ์จากการทำแผนที่)

ทำไมต้องรู้

ค่าสะท้อนห้าแบนด์ของทุกพิกเซลเป็นตัวเลขจำนวนมากที่เกษตรกรใช้ตัดสินใจไม่ได้ ดัชนีพืช (vegetation index) รวมแบนด์ที่เกี่ยวกับพืชเป็นตัวเลขเดียวต่อพิกเซล แล้วการแบ่งโซนเปลี่ยนตัวเลขเป็นพื้นที่ที่ลงมือทำได้ เช่น “โซนนี้ 5 ไร่ ต้องไปดู” แต่ถ้าไม่เข้าใจว่าดัชนีวัดอะไรและไม่วัดอะไร อาจพ่นปุ๋ยให้จุดที่ปัญหาจริงคือน้ำขัง

ดัชนีพืชสามแบบ

สามแถว NDVI คือ NIR ลบ Red หารด้วย NIR บวก Red, NDRE คือ NIR ลบ RedEdge หารด้วย NIR บวก RedEdge และ GNDVI คือ NIR ลบ Green หารด้วย NIR บวก Green
ภาพที่ 1 ดัชนีพืชสามแบบและแบนด์ที่ใช้
  • NDVI (Rouse และคณะ, 1974; Tucker, 1979) ใช้ความต่างระหว่าง NIR ที่ใบสะท้อนสูงกับแสงแดงที่คลอโรฟิลล์ดูดกลืน ค่าอยู่ระหว่าง −1 ถึง 1 พืชหนาแน่นสมบูรณ์มีค่าสูง ดินเปล่าต่ำ น้ำมักติดลบ
  • NDRE (Barnes และคณะ, 2000) ใช้แบนด์ red edge แทนแสงแดง red edge ไวต่อปริมาณคลอโรฟิลล์ในทรงพุ่มที่หนาแน่น Barnes และคณะใช้ร่วมกับดัชนีอื่นเพื่อติดตามสถานะไนโตรเจนของพืช
  • GNDVI (Gitelson และคณะ, 1996) ใช้แบนด์เขียวแทนแสงแดง

ดัชนีเป็นอัตราส่วน จึงลดผลของความสว่างที่ต่างกันได้บางส่วน แต่ไม่ได้แทนการสอบเทียบในโมดูล 2

ตัวอย่างที่ 1 ดัชนีสามแบบของพิกเซลสมบูรณ์และพิกเซลเครียด

pixels = {  # ค่าสะท้อน: เขียว, แดง, red edge, NIR
    "healthy": {"green": 0.08, "red": 0.04, "rededge": 0.20, "nir": 0.50},
    "stressed": {"green": 0.10, "red": 0.09, "rededge": 0.22, "nir": 0.35},
}
nd = lambda a, b: (a - b) / (a + b)
for name, p in pixels.items():
    print(f"{name:<9} NDVI {nd(p['nir'], p['red']):.3f}  NDRE {nd(p['nir'], p['rededge']):.3f}  "
          f"GNDVI {nd(p['nir'], p['green']):.3f}")
healthy   NDVI 0.852  NDRE 0.429  GNDVI 0.724
stressed  NDVI 0.591  NDRE 0.228  GNDVI 0.556

ทั้งสามดัชนีลดลงในพิกเซลเครียด แต่ขนาดต่างกัน แต่ละดัชนีมีช่วงค่าของตัวเอง จึงห้ามใช้เกณฑ์ของ NDVI กับ NDRE และต้องเทียบดัชนีเดียวกันจากกล้องและการสอบเทียบแบบเดียวกันเท่านั้น

แบ่งโซนแปลง

แปลงนาของเราแบ่งเป็นกริด 3 × 6 ช่อง ช่องละ 50 × 53.3 m (ประมาณ 1.67 ไร่) ในงานจริงอาจใช้ค่าเฉลี่ยของพิกเซลในแต่ละช่อง แล้วจัดเป็นโซนด้วยเกณฑ์ที่ ตกลงก่อนเห็นผล

ตัวอย่างที่ 2 NDVI รายช่อง โซน และพื้นที่เป็นไร่

NIR = [[0.48, 0.50, 0.47, 0.44, 0.36, 0.30], [0.49, 0.51, 0.48, 0.42, 0.34, 0.28], [0.47, 0.49, 0.46, 0.43, 0.37, 0.33]]
RED = [[0.05, 0.05, 0.06, 0.07, 0.10, 0.13], [0.05, 0.04, 0.05, 0.08, 0.11, 0.14], [0.06, 0.05, 0.06, 0.07, 0.10, 0.12]]
CELL_RAI = (300 / 6) * (160 / 3) / 1600

def zone(v): return "high" if v > 0.70 else ("medium" if v >= 0.50 else "low")

counts = {"high": 0, "medium": 0, "low": 0}
for n_row, r_row in zip(NIR, RED):
    values = [(n - r) / (n + r) for n, r in zip(n_row, r_row)]
    print(" ".join(f"{v:.2f}" for v in values))
    for v in values:
        counts[zone(v)] += 1
for z, c in counts.items():
    print(f"{z:<6} {c:>2} cells = {c * CELL_RAI:.2f} rai")
0.81 0.82 0.77 0.73 0.57 0.40
0.81 0.85 0.81 0.68 0.51 0.33
0.77 0.81 0.77 0.72 0.57 0.47
high   11 cells = 18.33 rai
medium  4 cells = 6.67 rai
low     3 cells = 5.00 rai

โซนต่ำอยู่ทางขอบขวาของแปลงทั้งแนว รูปแบบที่เป็นแนวยาวแบบนี้มักชี้ไปที่สาเหตุด้านพื้นที่ เช่น ปลายคลองส่งน้ำ ดินต่างชนิด หรือการจัดการที่ต่างกัน ต้องลงแปลงตรวจก่อนสรุปว่าขาดธาตุอาหาร

กริดสามแถวหกคอลัมน์แสดงค่า NDVI ของแต่ละช่อง ช่องสีเขียวคือโซนสูงเกิน 0.70 อยู่ด้านซ้ายส่วนใหญ่ ช่องสีเหลืองคือโซนกลาง 0.50 ถึง 0.70 และช่องสีชมพูคือโซนต่ำกว่า 0.50 อยู่คอลัมน์ขวาสุดทั้งแนว
ภาพที่ 2 แผนที่โซน NDVI ของแปลงนา

ทำใน QGIS

QGIS คำนวณดัชนีจาก raster ค่าสะท้อนได้ด้วย Raster Calculator เช่น ("nir@1" - "red@1") / ("nir@1" + "red@1") จากนั้นจัดโซนด้วยการแบ่งช่วงค่า (reclassify) แล้วแปลงเป็น polygon เพื่อคำนวณพื้นที่ ใช้ระบบพิกัดที่มีหน่วยเมตร (เช่น UTM 47N) แล้วหารด้วย 1,600 เพื่อได้ไร่ หน้าแผนที่ต้องมีวันที่ถ่ายภาพ ดัชนีและเกณฑ์ที่ใช้ มาตราส่วน และสถานะการตรวจภาคพื้น (ดูการจัดหน้าแผนที่ใน UAT 361)

ขีดจำกัดของดัชนีพืช

  • ดัชนีต่ำบอกว่า “ผิดปกติ” แต่ไม่บอกสาเหตุ อาจเป็นขาดธาตุอาหาร ขาดน้ำ โรค แมลง วัชพืช หรือต้นข้าวยังเล็ก
  • ช่วงข้าวยังไม่คลุมดิน ค่าในพิกเซลปนดินและน้ำในนา ต้องเทียบระยะการเจริญเติบโตเดียวกัน
  • เกณฑ์โซนในบทนี้เป็นค่าสมมติสำหรับฝึก เกณฑ์จริงต้องมาจากข้อมูลของพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญพืชไร่

ปฏิบัติการประจำโมดูล

ปฏิบัติการ: แผนที่โซนแปลง

  1. นำ raster ค่าสะท้อนจากโมดูล 2 เข้า QGIS คำนวณ NDVI และ NDRE ด้วย Raster Calculator
  2. กำหนดเกณฑ์โซนก่อนดูแผนที่ บันทึกเหตุผล แล้วแบ่งโซนและคำนวณพื้นที่เป็นไร่ เทียบกับโค้ดตัวอย่างที่ 2
  3. เลือกจุดตรวจภาคพื้นอย่างน้อยสองจุดต่อโซน ลงแปลงถ่ายภาพ บันทึกความสูงต้น สีใบ ระดับน้ำ และอาการผิดปกติ
  4. เทียบผลภาคพื้นกับโซน สรุปว่าโซนใดอธิบายได้และโซนใดยังไม่ทราบสาเหตุ
  5. จัดหน้าแผนที่โซนที่เกษตรกรอ่านได้เอง ส่งพร้อม GeoPackage ของโซนและบันทึกการตรวจภาคพื้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ระวัง

  • ใช้เกณฑ์ของดัชนีหนึ่งกับอีกดัชนี
  • ตั้งเกณฑ์โซนหลังเห็นแผนที่ ให้ผลออกมาตามที่คาด
  • สรุปสาเหตุจากสีบนแผนที่ โดยไม่ลงแปลง
  • คำนวณพื้นที่ในระบบพิกัดองศา แทนระบบที่มีหน่วยเมตร
  • เทียบแผนที่ต่างระยะการเจริญเติบโต แล้วสรุปว่าพืชแย่ลง

สรุป

  • NDVI ใช้ NIR กับแดง NDRE ใช้ NIR กับ red edge GNDVI ใช้ NIR กับเขียว แต่ละดัชนีมีช่วงค่าของตัวเอง
  • แบ่งโซนด้วยเกณฑ์ที่ตั้งไว้ก่อน แล้วคำนวณพื้นที่เป็นไร่ในระบบพิกัดหน่วยเมตร
  • ดัชนีชี้ตำแหน่งที่ผิดปกติ การตรวจภาคพื้นบอกสาเหตุ
  • แผนที่ส่งมอบต้องระบุวันที่ ดัชนี เกณฑ์ และสถานะการตรวจ

แบบฝึกตรวจความเข้าใจ

  1. NIR = 0.45, Red = 0.05 NDVI เท่าใด
  2. NIR = 0.45, RedEdge = 0.25 NDRE เท่าใด
  3. แปลง 18 ช่อง ช่องละ 1.67 ไร่ อยู่ในโซนต่ำ 3 ช่อง โซนต่ำกี่ไร่
  4. ทำไมโซนต่ำที่เป็นแนวยาวตามขอบแปลงจึงควรตรวจเรื่องน้ำก่อน
  5. NDVI ต่ำบอกสาเหตุของปัญหาได้หรือไม่
เฉลย
  1. ไร่
  2. รูปแบบตามแนวพื้นที่มักมาจากปัจจัยเชิงพื้นที่ เช่น ปลายทางน้ำหรือดิน มากกว่าโรคที่กระจายเป็นหย่อม
  3. ไม่ได้ บอกเพียงว่าผิดปกติ ต้องตรวจภาคพื้นหาสาเหตุ

สรุปสูตรสำคัญ

NDVI
NDRE
GNDVI

แหล่งอ้างอิงหลัก

  1. Rouse, J. W., Haas, R. H., Schell, J. A., & Deering, D. W. (1974). Monitoring vegetation systems in the Great Plains with ERTS. Third ERTS-1 Symposium, NASA. link
  2. Tucker, C. J. (1979). Red and photographic infrared linear combinations for monitoring vegetation. Remote Sensing of Environment, 8(2), 127–150. link
  3. Barnes, E. M., Clarke, T. R., Richards, S. E., Colaizzi, P. D., Haberland, J., Kostrzewski, M., Waller, P., Choi, C., Riley, E., Thompson, T., Lascano, R. J., Li, H., & Moran, M. S. (2000). Coincident detection of crop water stress, nitrogen status and canopy density using ground-based multispectral data. In Proceedings of the Fifth International Conference on Precision Agriculture. ASA-CSSA-SSSA. link
  4. Gitelson, A. A., Kaufman, Y. J., & Merzlyak, M. N. (1996). Use of a green channel in remote sensing of global vegetation from EOS-MODIS. Remote Sensing of Environment, 58(3), 289–298. link
  5. QGIS Project. QGIS user guide. link
  6. Lillesand, T., Kiefer, R. W., & Chipman, J. (2015). Remote sensing and image interpretation (7th ed.). Wiley. link

อ่านเพิ่มเติม

ศึกษาหน่วยความรู้ที่กำหนดล่วงหน้า ดูสื่อประกอบ และทำ quiz ประจำโมดูล

ในชั้นเรียน / ภาคสนาม

ปฏิบัติการเข้มข้นในแล็บและภาคสนาม บันทึกผลลงสมุดปฏิบัติการ

หลักฐานการเรียนรู้: สมุดปฏิบัติการที่อาจารย์ลงนาม

แบบทดสอบประจำโมดูล

แบบทดสอบนี้ใช้ตรวจความเข้าใจ (formative) ไม่ใช่การสอบเก็บคะแนน

โดเมนความรู้: การสำรวจ ทำแผนที่ และภูมิสารสนเทศ