ภาพความร้อนและ LiDAR
UAT 362 เทคโนโลยีระบบอากาศยานไร้คนขับเพื่ออุตสาหกรรม พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน
บทเรียน
เมื่อเรียนจบโมดูลนี้ ผู้เรียนจะสามารถ
- เลือกระยะและกล้องความร้อนให้ขนาดพิกเซลเล็กพอสำหรับเป้าหมายการตรวจ
- อธิบายหลักการวัดระยะของ LiDAR และคำนวณความหนาแน่นพัลส์เทียบระดับคุณภาพของ USGS
- คำนวณระยะจาก point cloud ถึงสายไฟเพื่อจัดการต้นไม้ใกล้สายส่ง
- อธิบายการใช้กล้อง UV ตรวจโคโรนา และข้อจำกัดของเซนเซอร์แต่ละชนิด
ทำไมต้องรู้
UAT 361 สอนหลักภาพความร้อนเบื้องต้นแล้ว วิชานี้ต่อยอดไปที่งานระบบพลังงาน ซึ่งต้องใช้หลายเซนเซอร์ร่วมกัน กล้องความร้อนหาข้อต่อที่ร้อน LiDAR วัดระยะต้นไม้ถึงสายไฟแม่นยำกว่าภาพถ่าย และกล้อง UV เห็นโคโรนาที่ตาและกล้องธรรมดามองไม่เห็น แต่ละเซนเซอร์มีข้อจำกัด การเลือกผิดทำให้พลาดความเสียหายหรือเตือนผิด
กล้องความร้อนในงานพลังงาน
กล้องความร้อนมีพิกเซลน้อยกว่ากล้องสีมาก จุดร้อนเล็ก เช่น ข้อต่อสายไฟ ต้องครอบคลุมหลายพิกเซลจึงวัดอุณหภูมิได้น่าเชื่อถือ เพราะพิกเซลที่ครอบทั้งข้อต่อและท้องฟ้าจะได้ค่าเฉลี่ยที่ต่ำกว่าจริง ทีมต้องกำหนดขนาดพิกเซลที่ต้องการแล้วคำนวณระยะแบบเดียวกับ UAT 361 โมดูล 4 NETD บอกความไวต่อความต่างอุณหภูมิ ส่วนค่า emissivity และอุณหภูมิสะท้อนต้องตั้งตามวัสดุ โลหะมันวาวของสายไฟมี emissivity ต่ำและสะท้อนท้องฟ้าเย็นได้มาก จึงอ่านผิดง่าย (Vollmer และ Möllmann)
LiDAR
LiDAR ยิงพัลส์แสงเลเซอร์แล้ววัดเวลาที่แสงเดินทางไปกลับ ระยะคือ เพราะแสงเดินทางสองเที่ยว ระบบบนโดรนกวาดลำแสงเป็นแนวกว้าง ขณะบิน ความหนาแน่นของพัลส์บนพื้นประมาณเท่ากับจำนวนพัลส์ต่อวินาที (PRF) หารด้วยพื้นที่ที่กวาดได้ต่อวินาที
USGS กำหนดระดับคุณภาพข้อมูล LiDAR ใน Lidar Base Specification เช่น QL2 ความหนาแน่นอย่างน้อย 2 พัลส์/m² และ QL1 อย่างน้อย 8 พัลส์/m² ข้อกำหนดนี้เขียนสำหรับงานสำรวจพื้นที่กว้าง แต่ใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงเมื่อระบุคุณภาพข้อมูลได้
ตัวอย่างที่ 1 เวลาเดินทางและความหนาแน่นพัลส์
LiDAR สมมติ: PRF 240,000 พัลส์/s มุมกวาด 70°
import math
C = 299_792_458 # m/s
PRF, FOV_DEG = 240_000, 70
for height, speed in ((60, 6.0), (100, 12.0)):
t_ns = 2 * height / C * 1e9
swath = 2 * height * math.tan(math.radians(FOV_DEG / 2))
density = PRF / (speed * swath)
level = "QL1" if density >= 8 else ("QL2" if density >= 2 else "below QL2")
print(f"H {height} m, v {speed} m/s: echo {t_ns:.0f} ns, swath {swath:.1f} m, "
f"{density:.0f} pulses/m2 ({level})")
H 60 m, v 6.0 m/s: echo 400 ns, swath 84.0 m, 476 pulses/m2 (QL1)
H 100 m, v 12.0 m/s: echo 667 ns, swath 140.0 m, 143 pulses/m2 (QL1)
LiDAR บนโดรนบินต่ำจึงได้ความหนาแน่นสูงกว่าเกณฑ์มาก แต่ความหนาแน่นไม่ใช่ทุกอย่าง ความแม่นของตำแหน่งยังขึ้นกับ GNSS/INS และการสอบเทียบ และสายไฟเส้นเล็กอาจได้พัลส์สะท้อนเพียงไม่กี่จุด
ระยะต้นไม้จากสายไฟ
ต้นไม้ที่โตเข้าใกล้สายส่งทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและไฟดับ มาตรฐาน NERC FAC-003-5 ของอเมริกาเหนือกำหนด ระยะห่างต่ำสุดของพืชพรรณ (MVCD) ตามแรงดันและความสูงจากระดับน้ำทะเล เป็นตัวอย่างของการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ในไทยต้องใช้เกณฑ์ของการไฟฟ้าที่ดูแลสาย point cloud จาก LiDAR ทำให้คำนวณระยะจากยอดไม้ถึงสายไฟได้ทุกต้น
ตัวอย่างที่ 2 ระยะจากยอดไม้ถึงสายไฟที่หย่อน
สายไฟหย่อน 4 m กลางช่วงเสา 200 m แทนด้วยพาราโบลา เกณฑ์ 3 m เป็นค่าสมมติของบทเรียน
import math
def wire_z(x): # ความสูงสายไฟ (m) ตามระยะ x จากเสาต้นแรก
return 20 - 4 * (1 - ((x - 100) / 100) ** 2)
wire = [(x / 10, 0.0, wire_z(x / 10)) for x in range(0, 2001)]
trees = {"T1": (40, 3, 14.5), "T2": (95, -2, 15.0), "T3": (150, 4, 12.0), "T4": (170, -6, 17.5)}
LIMIT = 3.0
for name, top in trees.items():
d = min(math.dist(top, p) for p in wire)
print(f"{name}: {d:.2f} m {'-> trim' if d < LIMIT else ''}")
T1: 4.20 m
T2: 2.24 m -> trim
T3: 6.40 m
T4: 6.02 m
T4 สูงที่สุด แต่อยู่ห่างด้านข้าง 6 m จึงไม่ใกล้ที่สุด ส่วน T2 เตี้ยกว่าแต่อยู่ใต้กลางช่วงที่สายหย่อนต่ำ ในภาพด้านข้างสองต้นนี้ดูผิดจากความจริง การคำนวณแบบสามมิติจึงจำเป็น ในงานจริงต้องคิดการหย่อนที่เพิ่มขึ้นเมื่อสายร้อนและการแกว่งจากลมด้วย
กล้อง UV ตรวจโคโรนา
โคโรนา (corona discharge) คือการคายประจุบางส่วนรอบตัวนำหรือฉนวนไฟฟ้าแรงสูงที่ชำรุดหรือสกปรก ปล่อยแสงอัลตราไวโอเลต งานวิจัยของ Wang และ Qian (2019) และ Wang และคณะ (2014) ใช้ กล้อง UV แบบ solar-blind ที่ทำงานในช่วงคลื่นต่ำกว่าประมาณ 280 nm ซึ่งแสงอาทิตย์ถูกบรรยากาศกรองออก จึงเห็นโคโรนาได้แม้กลางวัน กล้อง UV บอกว่ามีการคายประจุที่ใด แต่การประเมินความรุนแรงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลอื่นประกอบ
ปฏิบัติการประจำโมดูล
ปฏิบัติการ: point cloud และระยะสายไฟ
- เปิด point cloud ตัวอย่าง (หรือจากโมดูล 3 ของ UAT 361) ใน CloudCompare หรือ QGIS ตรวจความหนาแน่นจริงในหลายบริเวณ
- ใช้โค้ดตัวอย่างที่ 1 กับสเปกของ LiDAR ที่มีข้อมูล คำนวณความหนาแน่นที่ความสูงและความเร็วต่าง ๆ
- ในข้อมูลที่มีสายไฟหรือเส้นอ้างอิง แยกจุดของสายและจุดของต้นไม้ แล้วคำนวณระยะด้วยโค้ดตัวอย่างที่ 2
- อธิบายว่าทำไมภาพด้านข้างอย่างเดียวจึงประเมินระยะผิด
- สรุปรายการต้นไม้ที่ต้องตัดตามเกณฑ์ที่เจ้าของสายกำหนด (หรือเกณฑ์สมมติของอาจารย์)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ระวัง
- อ่านอุณหภูมิจุดร้อนที่เล็กกว่าพิกเซล ได้ค่าต่ำกว่าจริง
- อ่านอุณหภูมิโลหะมันวาว โดยไม่คิดเรื่อง emissivity และการสะท้อน
- สับสนพัลส์ต่อตารางเมตรกับความแม่นของตำแหน่ง
- วัดระยะต้นไม้จากภาพด้านข้าง โดยไม่คิดระยะด้านข้าง
- ใช้เกณฑ์ระยะของต่างประเทศแทนเกณฑ์ของการไฟฟ้าในไทย
สรุป
- จุดร้อนต้องครอบคลุมหลายพิกเซล และต้องตั้ง emissivity ตามวัสดุ
- LiDAR วัดระยะ R = c·t/2 ความหนาแน่นประมาณ PRF/(v·w) เทียบระดับ QL ของ USGS ได้
- ระยะต้นไม้ถึงสายไฟต้องคำนวณแบบสามมิติ และใช้เกณฑ์ของเจ้าของสาย
- กล้อง UV แบบ solar-blind เห็นโคโรนาได้ในเวลากลางวัน
แบบฝึกตรวจความเข้าใจ
- LiDAR วัดเวลาไปกลับได้ 500 ns ระยะเท่าใด
- บินที่ 80 m มุมกวาด 70° แนวสแกนกว้างเท่าใด
- PRF 100,000 พัลส์/s บิน 10 m/s แนวสแกน 100 m ความหนาแน่นเท่าใด และผ่านระดับใด
- ทำไมต้นไม้ที่สูงที่สุดจึงไม่จำเป็นต้องใกล้สายไฟที่สุด
- ทำไมกล้อง UV แบบ solar-blind จึงใช้กลางวันได้
เฉลย
- m
- m
- พัลส์/m² ผ่าน QL1
- ระยะขึ้นกับตำแหน่งด้านข้างและการหย่อนของสายตรงนั้นด้วย
- ทำงานในช่วงคลื่นที่แสงอาทิตย์ถูกบรรยากาศกรองออก
สรุปสูตรสำคัญ
| ระยะจากเวลาเดินทางของแสง | |
| ความกว้างแนวสแกน | |
| ความหนาแน่นพัลส์ (ประมาณ) |
แหล่งอ้างอิงหลัก
- Vollmer, M., & Möllmann, K.-P. (2017). Infrared thermal imaging: Fundamentals, research and applications (2nd ed.). Wiley-VCH. link
- Teledyne FLIR. Comparing sensitivity of thermal imaging cameras and modules (NETD). link
- U.S. Geological Survey. (2025). Lidar base specification tables (2025 rev. A). link
- North American Electric Reliability Corporation. (2021). Transmission vegetation management (Reliability Standard FAC-003-5). link
- Wang, Y., & Qian, Y. (2019). Characteristics of the corona discharge of polymer insulators based on solar-blind ultraviolet images. Optical Engineering, 58(11), 113102. link
- Wang, S., Lv, F., & Liu, Y. (2014). Estimation of discharge magnitude of composite insulator surface corona discharge based on ultraviolet imaging method. IEEE Transactions on Dielectrics and Electrical Insulation, 21(4), 1697–1704. link
- Siegwart, R., Nourbakhsh, I. R., & Scaramuzza, D. (2011). Introduction to autonomous mobile robots (2nd ed.). MIT Press. link
- Fraden, J. (2016). Handbook of modern sensors: Physics, designs, and applications (5th ed.). Springer. link
อ่านเพิ่มเติม
ศึกษาหน่วยความรู้ที่กำหนดล่วงหน้า ดูสื่อประกอบ และทำ quiz ประจำโมดูล
หลักการภาพถ่ายความร้อน
LiDAR เรดาร์ และเซนเซอร์หลบหลีกสิ่งกีดขวาง
ในชั้นเรียน / ภาคสนาม
ปฏิบัติการเข้มข้นในแล็บและภาคสนาม บันทึกผลลงสมุดปฏิบัติการ
หลักฐานการเรียนรู้: สมุดปฏิบัติการที่อาจารย์ลงนาม