โมดูล 2/5 · สัปดาห์ 4–6 · 27 ชม.

ภาพความร้อนและ LiDAR

UAT 362 เทคโนโลยีระบบอากาศยานไร้คนขับเพื่ออุตสาหกรรม พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน

เวลาเรียนประมาณ 90 นาทีร่าง รอตรวจปรับปรุงล่าสุด 27 กันยายน 2569

บทเรียน

เมื่อเรียนจบโมดูลนี้ ผู้เรียนจะสามารถ

  1. เลือกระยะและกล้องความร้อนให้ขนาดพิกเซลเล็กพอสำหรับเป้าหมายการตรวจ
  2. อธิบายหลักการวัดระยะของ LiDAR และคำนวณความหนาแน่นพัลส์เทียบระดับคุณภาพของ USGS
  3. คำนวณระยะจาก point cloud ถึงสายไฟเพื่อจัดการต้นไม้ใกล้สายส่ง
  4. อธิบายการใช้กล้อง UV ตรวจโคโรนา และข้อจำกัดของเซนเซอร์แต่ละชนิด

ความรู้พื้นฐานที่ควรมี: UAT 362 โมดูล 1 · UAT 361 โมดูล 3–4 (point cloud และภาพความร้อน)

ทำไมต้องรู้

UAT 361 สอนหลักภาพความร้อนเบื้องต้นแล้ว วิชานี้ต่อยอดไปที่งานระบบพลังงาน ซึ่งต้องใช้หลายเซนเซอร์ร่วมกัน กล้องความร้อนหาข้อต่อที่ร้อน LiDAR วัดระยะต้นไม้ถึงสายไฟแม่นยำกว่าภาพถ่าย และกล้อง UV เห็นโคโรนาที่ตาและกล้องธรรมดามองไม่เห็น แต่ละเซนเซอร์มีข้อจำกัด การเลือกผิดทำให้พลาดความเสียหายหรือเตือนผิด

กล้องความร้อนในงานพลังงาน

กล้องความร้อนมีพิกเซลน้อยกว่ากล้องสีมาก จุดร้อนเล็ก เช่น ข้อต่อสายไฟ ต้องครอบคลุมหลายพิกเซลจึงวัดอุณหภูมิได้น่าเชื่อถือ เพราะพิกเซลที่ครอบทั้งข้อต่อและท้องฟ้าจะได้ค่าเฉลี่ยที่ต่ำกว่าจริง ทีมต้องกำหนดขนาดพิกเซลที่ต้องการแล้วคำนวณระยะแบบเดียวกับ UAT 361 โมดูล 4 NETD บอกความไวต่อความต่างอุณหภูมิ ส่วนค่า emissivity และอุณหภูมิสะท้อนต้องตั้งตามวัสดุ โลหะมันวาวของสายไฟมี emissivity ต่ำและสะท้อนท้องฟ้าเย็นได้มาก จึงอ่านผิดง่าย (Vollmer และ Möllmann)

LiDAR

LiDAR ยิงพัลส์แสงเลเซอร์แล้ววัดเวลาที่แสงเดินทางไปกลับ ระยะคือ เพราะแสงเดินทางสองเที่ยว ระบบบนโดรนกวาดลำแสงเป็นแนวกว้าง ขณะบิน ความหนาแน่นของพัลส์บนพื้นประมาณเท่ากับจำนวนพัลส์ต่อวินาที (PRF) หารด้วยพื้นที่ที่กวาดได้ต่อวินาที

โดรนยิงลำแสงลงพื้น ลูกศรไปและกลับแสดงเวลาเดินทางสองเที่ยว สามเหลี่ยมสีม่วงแสดงมุมกวาด 70 องศา ความกว้างแนวสแกนบนพื้นคือ w ด้านขวามีสูตร R เท่ากับ c คูณ t หารสอง และความหนาแน่นเท่ากับ PRF หารด้วย v คูณ w
ภาพที่ 1 หลักการ LiDAR และความกว้างแนวสแกน

USGS กำหนดระดับคุณภาพข้อมูล LiDAR ใน Lidar Base Specification เช่น QL2 ความหนาแน่นอย่างน้อย 2 พัลส์/m² และ QL1 อย่างน้อย 8 พัลส์/m² ข้อกำหนดนี้เขียนสำหรับงานสำรวจพื้นที่กว้าง แต่ใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงเมื่อระบุคุณภาพข้อมูลได้

ตัวอย่างที่ 1 เวลาเดินทางและความหนาแน่นพัลส์

LiDAR สมมติ: PRF 240,000 พัลส์/s มุมกวาด 70°

import math

C = 299_792_458                     # m/s
PRF, FOV_DEG = 240_000, 70

for height, speed in ((60, 6.0), (100, 12.0)):
    t_ns = 2 * height / C * 1e9
    swath = 2 * height * math.tan(math.radians(FOV_DEG / 2))
    density = PRF / (speed * swath)
    level = "QL1" if density >= 8 else ("QL2" if density >= 2 else "below QL2")
    print(f"H {height} m, v {speed} m/s: echo {t_ns:.0f} ns, swath {swath:.1f} m, "
          f"{density:.0f} pulses/m2 ({level})")
H 60 m, v 6.0 m/s: echo 400 ns, swath 84.0 m, 476 pulses/m2 (QL1)
H 100 m, v 12.0 m/s: echo 667 ns, swath 140.0 m, 143 pulses/m2 (QL1)

LiDAR บนโดรนบินต่ำจึงได้ความหนาแน่นสูงกว่าเกณฑ์มาก แต่ความหนาแน่นไม่ใช่ทุกอย่าง ความแม่นของตำแหน่งยังขึ้นกับ GNSS/INS และการสอบเทียบ และสายไฟเส้นเล็กอาจได้พัลส์สะท้อนเพียงไม่กี่จุด

ระยะต้นไม้จากสายไฟ

ต้นไม้ที่โตเข้าใกล้สายส่งทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและไฟดับ มาตรฐาน NERC FAC-003-5 ของอเมริกาเหนือกำหนด ระยะห่างต่ำสุดของพืชพรรณ (MVCD) ตามแรงดันและความสูงจากระดับน้ำทะเล เป็นตัวอย่างของการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ในไทยต้องใช้เกณฑ์ของการไฟฟ้าที่ดูแลสาย point cloud จาก LiDAR ทำให้คำนวณระยะจากยอดไม้ถึงสายไฟได้ทุกต้น

ภาพด้านข้าง เสาสองต้นห่างกัน 200 เมตร สายไฟหย่อนตรงกลาง 4 เมตร ต้นไม้สี่ต้นใต้สาย ต้นที่สองเป็นสีชมพูเพราะอยู่ใกล้สายไฟกว่า 3 เมตร ต้นอื่นเป็นสีเขียว
ภาพที่ 2 ระยะต้นไม้จากสายไฟ (มุมมองด้านข้าง ระยะจริงคำนวณแบบสามมิติรวมระยะด้านข้าง)

ตัวอย่างที่ 2 ระยะจากยอดไม้ถึงสายไฟที่หย่อน

สายไฟหย่อน 4 m กลางช่วงเสา 200 m แทนด้วยพาราโบลา เกณฑ์ 3 m เป็นค่าสมมติของบทเรียน

import math

def wire_z(x):                      # ความสูงสายไฟ (m) ตามระยะ x จากเสาต้นแรก
    return 20 - 4 * (1 - ((x - 100) / 100) ** 2)

wire = [(x / 10, 0.0, wire_z(x / 10)) for x in range(0, 2001)]
trees = {"T1": (40, 3, 14.5), "T2": (95, -2, 15.0), "T3": (150, 4, 12.0), "T4": (170, -6, 17.5)}
LIMIT = 3.0
for name, top in trees.items():
    d = min(math.dist(top, p) for p in wire)
    print(f"{name}: {d:.2f} m {'-> trim' if d < LIMIT else ''}")
T1: 4.20 m
T2: 2.24 m -> trim
T3: 6.40 m
T4: 6.02 m

T4 สูงที่สุด แต่อยู่ห่างด้านข้าง 6 m จึงไม่ใกล้ที่สุด ส่วน T2 เตี้ยกว่าแต่อยู่ใต้กลางช่วงที่สายหย่อนต่ำ ในภาพด้านข้างสองต้นนี้ดูผิดจากความจริง การคำนวณแบบสามมิติจึงจำเป็น ในงานจริงต้องคิดการหย่อนที่เพิ่มขึ้นเมื่อสายร้อนและการแกว่งจากลมด้วย

กล้อง UV ตรวจโคโรนา

โคโรนา (corona discharge) คือการคายประจุบางส่วนรอบตัวนำหรือฉนวนไฟฟ้าแรงสูงที่ชำรุดหรือสกปรก ปล่อยแสงอัลตราไวโอเลต งานวิจัยของ Wang และ Qian (2019) และ Wang และคณะ (2014) ใช้ กล้อง UV แบบ solar-blind ที่ทำงานในช่วงคลื่นต่ำกว่าประมาณ 280 nm ซึ่งแสงอาทิตย์ถูกบรรยากาศกรองออก จึงเห็นโคโรนาได้แม้กลางวัน กล้อง UV บอกว่ามีการคายประจุที่ใด แต่การประเมินความรุนแรงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลอื่นประกอบ

ปฏิบัติการประจำโมดูล

ปฏิบัติการ: point cloud และระยะสายไฟ

  1. เปิด point cloud ตัวอย่าง (หรือจากโมดูล 3 ของ UAT 361) ใน CloudCompare หรือ QGIS ตรวจความหนาแน่นจริงในหลายบริเวณ
  2. ใช้โค้ดตัวอย่างที่ 1 กับสเปกของ LiDAR ที่มีข้อมูล คำนวณความหนาแน่นที่ความสูงและความเร็วต่าง ๆ
  3. ในข้อมูลที่มีสายไฟหรือเส้นอ้างอิง แยกจุดของสายและจุดของต้นไม้ แล้วคำนวณระยะด้วยโค้ดตัวอย่างที่ 2
  4. อธิบายว่าทำไมภาพด้านข้างอย่างเดียวจึงประเมินระยะผิด
  5. สรุปรายการต้นไม้ที่ต้องตัดตามเกณฑ์ที่เจ้าของสายกำหนด (หรือเกณฑ์สมมติของอาจารย์)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ระวัง

  • อ่านอุณหภูมิจุดร้อนที่เล็กกว่าพิกเซล ได้ค่าต่ำกว่าจริง
  • อ่านอุณหภูมิโลหะมันวาว โดยไม่คิดเรื่อง emissivity และการสะท้อน
  • สับสนพัลส์ต่อตารางเมตรกับความแม่นของตำแหน่ง
  • วัดระยะต้นไม้จากภาพด้านข้าง โดยไม่คิดระยะด้านข้าง
  • ใช้เกณฑ์ระยะของต่างประเทศแทนเกณฑ์ของการไฟฟ้าในไทย

สรุป

  • จุดร้อนต้องครอบคลุมหลายพิกเซล และต้องตั้ง emissivity ตามวัสดุ
  • LiDAR วัดระยะ R = c·t/2 ความหนาแน่นประมาณ PRF/(v·w) เทียบระดับ QL ของ USGS ได้
  • ระยะต้นไม้ถึงสายไฟต้องคำนวณแบบสามมิติ และใช้เกณฑ์ของเจ้าของสาย
  • กล้อง UV แบบ solar-blind เห็นโคโรนาได้ในเวลากลางวัน

แบบฝึกตรวจความเข้าใจ

  1. LiDAR วัดเวลาไปกลับได้ 500 ns ระยะเท่าใด
  2. บินที่ 80 m มุมกวาด 70° แนวสแกนกว้างเท่าใด
  3. PRF 100,000 พัลส์/s บิน 10 m/s แนวสแกน 100 m ความหนาแน่นเท่าใด และผ่านระดับใด
  4. ทำไมต้นไม้ที่สูงที่สุดจึงไม่จำเป็นต้องใกล้สายไฟที่สุด
  5. ทำไมกล้อง UV แบบ solar-blind จึงใช้กลางวันได้
เฉลย
  1. m
  2. m
  3. พัลส์/m² ผ่าน QL1
  4. ระยะขึ้นกับตำแหน่งด้านข้างและการหย่อนของสายตรงนั้นด้วย
  5. ทำงานในช่วงคลื่นที่แสงอาทิตย์ถูกบรรยากาศกรองออก

สรุปสูตรสำคัญ

ระยะจากเวลาเดินทางของแสง
ความกว้างแนวสแกน
ความหนาแน่นพัลส์ (ประมาณ)

แหล่งอ้างอิงหลัก

  1. Vollmer, M., & Möllmann, K.-P. (2017). Infrared thermal imaging: Fundamentals, research and applications (2nd ed.). Wiley-VCH. link
  2. Teledyne FLIR. Comparing sensitivity of thermal imaging cameras and modules (NETD). link
  3. U.S. Geological Survey. (2025). Lidar base specification tables (2025 rev. A). link
  4. North American Electric Reliability Corporation. (2021). Transmission vegetation management (Reliability Standard FAC-003-5). link
  5. Wang, Y., & Qian, Y. (2019). Characteristics of the corona discharge of polymer insulators based on solar-blind ultraviolet images. Optical Engineering, 58(11), 113102. link
  6. Wang, S., Lv, F., & Liu, Y. (2014). Estimation of discharge magnitude of composite insulator surface corona discharge based on ultraviolet imaging method. IEEE Transactions on Dielectrics and Electrical Insulation, 21(4), 1697–1704. link
  7. Siegwart, R., Nourbakhsh, I. R., & Scaramuzza, D. (2011). Introduction to autonomous mobile robots (2nd ed.). MIT Press. link
  8. Fraden, J. (2016). Handbook of modern sensors: Physics, designs, and applications (5th ed.). Springer. link

อ่านเพิ่มเติม

ศึกษาหน่วยความรู้ที่กำหนดล่วงหน้า ดูสื่อประกอบ และทำ quiz ประจำโมดูล

ในชั้นเรียน / ภาคสนาม

ปฏิบัติการเข้มข้นในแล็บและภาคสนาม บันทึกผลลงสมุดปฏิบัติการ

หลักฐานการเรียนรู้: สมุดปฏิบัติการที่อาจารย์ลงนาม

แบบทดสอบประจำโมดูล

แบบทดสอบนี้ใช้ตรวจความเข้าใจ (formative) ไม่ใช่การสอบเก็บคะแนน

โดเมนความรู้: การตรวจสอบ อุตสาหกรรม และการเฝ้าระวัง · ความปลอดภัยสาธารณะและภัยพิบัติ · เซนเซอร์และระบบสมองกลฝังตัว · ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และฝูงโดรน